VPAT How to interpreted radiography in rabbits and small mammals รังสีวินิจฉัยในกระต่ายและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน�้านมขนาดเล็ก

VPAT Regional Veterinary Congress 2014
How to interpreted radiography in rabbits and small mammals
รังสีวินิจฉัยในกระต่ายและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน�้ำนมขนาดเล็ก
น.สพ.เกษตร สุเตชะ
นายสัตวแพทย์ประจ�ำหน่วยสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ (Avian and Exotic Pet Clinic)
โรงพยาบาลสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ตามสถิตขิ องคลินกิ สัตว์เลีย้ งชนิดพิเศษ (Avian and Exotic Pet Clinic) โรงพยาบาลสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์ พบว่าในแต่ละปี มีกระต่ายและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน�้ำนมขนาดเล็ก จ�ำพวกหนูแฮมเสตอร์ หนูแกสบี้ กระรอก เม่นแคระ
ซูกา้ ไกลเดอร์เข้ารับการรักษาความเจ็บป่วยด้วยอาการต่างๆ ไม่ตำ�่ กว่า ๗,๐๐๐ ราย เพราะความน่ารัก ขนาดตัวทีไ่ ม่โต กินง่ายอยูง่ า่ ย
และที่ส�ำคัญไม่ส่งเสียงดังจึงท�ำให้นักเรียนนักศึกษาหันมาสนใจเลี้ยงเป็นเพื่อนอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุนี้จึงท�ำให้กระต่ายเข้ามาพบ
สัตวแพทย์เพื่อปรึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพและการเลี้ยงมากขึ้น และการถ่ายภาพ x-ray ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ส�ำคัญใน
การวินิจฉัยความผิดปกติต่างๆ ส�ำหรับบทความนี้จะกล่าวถึงการแปลผลภาพทางรังสีวิทยาในกระต่ายเป็นหลัก ซึ่งสามารถใช้เป็น
หลักอ้างอิงหรือเปรียบเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กได้เช่นกัน
การจับกระต่ายเพือ่ ถ่ายภาพทางรังสีวทิ ยาโดยปกติแล้วจะไม่ตอ้ งวางยาสลบ เพียงแต่ตอ้ งใช้บคุ คลากรทีบ่ งั คับและจับกระต่าย
เป็นหรือมีความคุน้ เคยกับกระต่ายมากพอสมควร จากประสบการณ์กไ็ ม่เคยพบว่าการจับกระต่ายเพือ่ x-ray จะส่งผลให้กระต่ายบาด
เจ็บได้ ยกเว้นกระต่ายกระโดดตกจากโต๊ะด้วยตนเองหรือกรงเล็บกระต่ายข่วนท�ำร้ายผู้จับเท่านั้น ข้อมูลทางเทคนิคในการปรับค่า
ต่างๆ ของเครื่อง x-ray ก็ใช้ในมาตรฐานเดียวกับสุนัขและแมว ท่ามาตรฐาน ได้แก่ นอนหงาย (Ventrodorsal) และนอนตะแคง
(Lateral) เช่นเดียวกับที่ใช้ในสุนัขและแมว ส่วนการล้างฟิล์มก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน
ส่วนหลักในการแปลผลก็เช่นเดียวกันกับทีใ่ ช้ในสุนขั และแมว เช่น อากาศเป็นสีดำ� ของเหลวเป็นสีขาว ไขมันเป็นสีเทา อวัยวะ
ต่างๆ อยูใ่ นทีท่ างปกติหรือไม่ แขนขาเหมือนกันทัง้ สองข้างหรือไม่ อวัยวะใหญ่หรือเล็กกว่าปกติหรือไม่ มีการสลายตัวของกระดูกหรือ
บิดผิดรูปหรือไม่ มีสงิ่ แปลกปลอมหรือแกสคัง่ อยูต่ ามอวัยวะต่างๆ หรือไม่ เป็นต้น ซึง่ องค์ความรูต้ า่ งๆ เหล่านีเ้ กิดจากการอ่านหนังสือ
และภาพทางรังสีวิทยาจนช�ำนาญ ควบคู่ไปกับการตรวจร่างกายเบื้องต้นอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน ก็จะท�ำให้การแปลผลถูกต้องและ
แม่นย�ำมากขึ้น
ภาพถ่ายทางรังสีที่ปกติในกระต่าย
● กระโหลกกระต่าย จะแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นที่เราคุ้นเคย มีส่วนสมองกลมใหญ่และดั้งจมูกยาว มีทั้งสายพันธุ์
หน้าสั้นและหน้ายาว รูปทรงกระโหลกจึงมีทั้งกระโหลกยาวและกระโหลกสั้น ฟันคู่หน้า (Incisor) มี ๓ คู่ ประกอบด้วยฟันตัดที่กราม
บนด้านหน้าสองคู่ เรียงตัวกันหน้า-หลัง และด้านล่างเพียงหนึ่งคู่ ฟันบนสบฟันล่างเล็กน้อย ไม่มีฟันเขี้ยว และข้ามไปเป็นฟันกรามบน
และล่างอย่างละ ๕ ซี่เรียงเป็นระเบียบ (Premolar and Molar) จึงเกิดช่องว่างระหว่างฟันตัดและฟันกราม (Diastema) ที่ส�ำคัญ
ฟันทุกซี่สามารถเติบโตยาวได้ตลอดชีวิต ส่วนช่องเบ้าหู (Tympanic Bulla) ก็เป็นกะเปาะกลมๆ อยู่ด้านล่างส่วนท้ายของกระโหลก
● ข้อสะโพกกระต่าย
- วัยอ่อน จะเห็นได้ว่าหัวกระดูกข้อสะโพก (Femoral head) แยกออกเป็นสองส่วน ซึ่งสัตวแพทย์อาจจะเข้าใจผิดได้ว่าหัว
กระดูกหัก อีกทัง้ กระดูกเชิงกราน (Pelvic) ก็ยงั เชือ่ มติดกันไม่สมบูรณ์ จึงมีชอ่ งว่างในส่วนของกระดูกเบ้าสะโพกด้วย (Acetabulum)
แต่ความจริงแล้วกระดูกไม่ได้หัก โดยเราจะสังเกตเห็นได้ว่าทั้งสองข้างซ้าย - ขวาจะเหมือนกัน
- วัยโตเต็มที่ ปกติจะพบว่าหัวกระดูกเข้าไปอยูใ่ นเบ้าสะโพกลึกมาก และหัวกระดูกกับกระดูกต้นขาก็เชือ่ มติดเป็นเนือ้ เดียวกัน
แล้ว กระดูกเชิงกรานก็เชื่อมตัวกันสมบูรณ์ บางครั้งเมื่อเราจับกระต่ายนอนหงายเพื่อถ่ายภาพ x-ray และไม่ได้เหยียดขาหลังตรง
ธรรมดา แต่กลับบิดขาหลังทั้งสองข้างเข้าด้านในมากเกินไป อาจเนื่องมาจากความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม จากภาพ x-ray จะพบว่า หัว
กระดูกข้อสะโพกอยู่ในต�ำแหน่งปกติ และกระดูกต้นขา (Femur) บิดโค้งเข้าด้านในกว่าปกติเล็กน้อย แต่กระดูกสะบ้ากลับดูเหมือน
ว่าเคลื่อนเข้าด้านใน (Median Patellar Luxation) ทั้งๆ ที่ในความจริงแล้วปกติดี ซึ่งท�ำให้เข้าใจผิดได้ เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า
Projectional curvature
● ช่องอก
- ในวัยอ่อน มีชอ่ งอกแคบและค่อนข้างยาว จะเห็นว่าส่วน Cranial mediastinum กว้างและยาวมาก เพราะว่าต่อม Thymus
ในกระต่ายเด็กจะมีขนาดใหญ่กว่าสุนัขและแมว สัตวแพทย์จึงมักเข้าใจผิดว่าเป็นเนื้องอก Thymoma ซึ่งความจริงแล้วปกติดี
148
Exotic Pets
VPAT Regional Veterinary Congress 2014
- ในวัยโตเต็มที่ จะมีไขมันสะสมอยู่ภายในส่วน Cranial mediastinum พอสมควร ซึ่งนายสัตวแพทย์ที่มีประสบการณ์ไม่
มาก มักเข้าใจผิดว่าเป็นเนื้องอก Thymoma อีกเช่นกัน ส่วนการแปลผลอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหัวใจหรือลักษณะเนื้อของปอดก็คล้ายกับ
สุนัขและแมว เพราะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน�้ำนมเช่นเดียวกัน และอวัยวะก็อยู่ในต�ำแหน่งเดียวกัน
● ช่องท้อง ภาพโดยรวมคล้ายสุนัขและแมว ปกติในกระต่ายเด็กอาจมองไม่เห็นอวัยวะภายในแยกกันอย่างชัดเจน ท�ำให้
สัตวแพทย์อาจเข้าใจผิดว่าเป็นภาวะท้องมานได้ ส่วนในกระต่ายเต็มวัยอวัยวะจะต้องมีขนาดปกติและอยูใ่ นต�ำแหน่งตามธรรมชาติ มี
ไขมันสะสมในช่องท้องไม่มากนักเพราะถ้ามากเกินไป ไขมันจะไปเบียดบังให้อวัยวะอยูผ่ ดิ ทีไ่ ด้ โดยเฉพาะดันล�ำไส้ให้ลงมาด้านล่างติด
กับกล้ามเนื้องช่องท้อง มีแก๊สในล�ำไส้บ้าง มีอุจจาระเป็นเม็ดกลมอยู่ในล�ำไส้ใหญ่เล็กน้อย มีอวัยวะ ๓ ต�ำแหน่งที่ต้องสังเกตดูเป็น
พิเศษ ได้แก่ กระเพาะอาหารและสิ่งที่อยู่ภายใน เช่น ก้อนขนหรืออาหาร ล�ำไส้ใหญ่ส่วน Caecum ว่าอัดแน่นไปด้วยอุจจาระ ว่าง
เปล่าหรือมีแก๊สมาก สุดท้ายเป็นไขมันในช่องท้องว่ามีมากน้อยเพียงใด ด้วยเพราะจะใช้แปลผลความผิดปกติแต่ละอวัยวะได้ละเอียด
มากขึ้น
กระดูกหักและการบาดเจ็บอื่นๆ
● กระโหลกและใบหน้า มักเกิดจากอุบัติเหตุต่างๆ เช่น นอนทับหรือถูกเหยียบ และจะเห็นรอยหักหรือแตกได้ชัดเจน เช่น
ฟันหัก กรามหัก เป็นต้น
● กระดูกระยางค์ ได้แก่ แขน ขา และนิ้วเท้า ก็หักได้ง่ายมาก บางครั้งเพียงโดดลงมาจากโต๊ะสูง ๕๐ เซนติเมตรก็กระดูก
ส่วน Radio - Ulna หัก หรือถูกประตูบานพับหนีบ ขาติดกับซี่ลวดของกรงและดิ้นสะบัดจนขาหักก็พบได้บ่อย หลักการอ่านฟิล์มก็
เช่นเดียวกับสุนัขและแมว
● กระดูกสันหลัง จะพบความผิดปกติได้หลายอย่างไม่วา่ จะเป็นเดินไม่ได้ คอเคลือ
่ นเนือ่ งจากอุบตั เิ หตุและเป็นอัมพฤต กระดูก
สันหลังส่วนอกคดงอจนหลังค่อม และขาหน้าถ่างออกด้านข้าง กระต่ายหลายตัวมักตกจากการอุ้มจนก้นกระแทกพื้นและกระดูก
สันหลังส่วนเอวหัก หรือกระต่ายดีดดิ้นถีบขาหลังรุนแรงขณะจับอุ้มจนกระดูกสันหลังส่วนเอวข้อที่ ๕ - ๗ หักจนเป็นอัมพาต
● กระดูกเชิงกราน มักจะเกิดจากอุบัติเหตุที่หนักมากๆ เช่น ตกตึก รถชน หรือถูกเจ้าของเหยียบส่วนท้ายเต็มแรง กระต่าย
จะมาด้วยอาการสองขาหลังอ่อนแรง ซึ่งสัตวแพทย์อาจสับสนกับกระดูกสันหลังบาดเจ็บหรือข้อสะโพกหลุดได้ ซึ่งการ x-ray ก็ช่วยได้
มาก แต่การถ่ายภาพทางรังสีในท่านอนหงายเหยียดขาจะท�ำได้ไม่เต็มที่นัก เพราะถ้าเราเหยียดขาหลังมากกระต่ายก็จะเจ็บมากขึ้น
ตามไปด้วย ในกรณีนี้อาจต้องวางยาซึมเล็กน้อยก่อนถ่ายภาพทางรังสีวิทยา ซึ่งจะท�ำให้ได้ภาพที่แปรผลง่ายขึ้น
● ข้อกระดูกอักเสบติดเชื้อ พบบ่อยที่สุด ได้แก่ ฝีเรื้อรังหรือฝีฝักบัวบริเวณข้อเท้าสองขาหลัง (Hock joint) ซึ่งรักษาได้ยาก
และใช้เวลานาน กระต่ายมากกว่าร้อยละ ๕๐ ต้องตัดขาเมื่อท�ำการรักษาและไม่ดีขึ้นภายใน ๒ เดือน และจากประสบการณ์ของผู้
เขียนพบว่ากระต่ายที่ตัดขาหน้าจะอยู่ได้นานกว่ากระต่ายที่ตัดขาหลัง
ความผิดปกติของช่องอก มีหลายสาเหตุ ได้แก่ อุบัติเหตุช่องอกทะลุและมีแก๊สรั่วออกมาที่ชั้นได้ผิวหนัง (Pneumothorax
and subcutaneous emphysema) กระดูกซี่โครงหักทิ่มปอด (Rib fracture) เลือดออกหรือแก๊สรั่วอยู่ภายในปอดและช่องอก
(Lung hemorrhage หรือ haemothorax หรือ pneumothorax) มีของเหลวในช่องอก (Pleural effusion) หรือมีก้อนเนื้องอก
ภายในช่องอกและปอด (Pleural mass หรือ thymoma หรือ lung tumor) ซึ่งจากภาพทางรังสีวิทยาจะพบว่าหลอดลมถูกดันให้
ยกตัวขึ้น กระต่ายหายใจหอบ และอาจมีตาโปนทั้งสองข้าง
การติดเชื้อในส่วนต่างๆ
● หูชั้นกลาง โดยปกติภาพทางรังสีวิทยาของเบ้าหู (Tympanic bulla) จะต้องใส ผนังไม่หนา ไม่มีของเหลวขุ่นทึบภายใน
ไม่มีการสลายตัวของกระดูก และต้องมีลักษณะเหมือนกันทั้งสองข้าง (Symmetry) แต่ถ้าหูทึบไปข้างหนึ่งและเป็นข้างเดียวกันที่
กระต่ายหัวเอียง กระต่ายจะแสดงอาการเดินวน (Circling) กลิ้งตัว (Rolling) และมีตากระตุก (Nystagmus) ร่วมด้วย สัตวแพทย์
ควรจะสงสัยช่องหูชั้นกลางหรือชั้นในอักเสบ
● ใบหน้าและกราม ฟันจะต้องเรียงตัวเป็นระเบียบไม่บด
ิ เบีย้ วหรือเกยกัน (Malocclusion) รากฟันกรามจะต้องอยูใ่ นต�ำแหน่ง
ปกติ ไม่เบียดกัน ไม่ทะลุออกมาที่โหนกแก้มหรือกรามล่าง อาจพบฝีขนาดใหญ่ที่คางอันเนื่องมาจากฝีรากฟันกรามได้ (Teeth root
abscess) ซึ่งถ้าปล่อยนานไปอาจเกิดกระดูกกรามอักเสบติดเชื้อและกระดูกสลายตัวได้ (Osteomyelitis and osteolysis)
● ฝีที่ปอด เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Pasteurella multocida มาเป็นเวลานาน หรือเกิดจากการรักษาด้วยยาปฎิชีวนะ
ที่ไม่ต่อเนื่อง หรือใช้ยาไม่ตรงเชื้อจนดื้อยาและสร้างฝีขึ้นมา
Exotic Pets
149
VPAT Regional Veterinary Congress 2014
เนื้องอก
- ส่วนอก ในกระต่ายพบมะเร็งปอดได้น้อยมาก แต่ที่พบมากกว่าคือมะเร็งเต้านมและเนื้องอกแพร่ลามไปที่ปอด (Lung
metastasis) ซึ่งการรักษาและพยากรณ์โรคก็เช่นเดียวกับในสุนัขและแมว ในต่างประเทศมีการฉายรังสีรักษาเช่นเดียวกับใน
ประเทศไทยที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- ส่วนท้อง มดลูกอักเสบ (Uterine hyperplasia and pyometra) พบได้บ่อยๆ ในกระต่ายเพศเมียอายุ ๓ ปีขึ้นไปและยัง
ไม่เคยมีลูก โดยมักจะเจอก้อนในช่องท้องจากการคล�ำตรวจ หรือพบว่ามีลิ่มเลือดไหลจากอวัยวะเพศเป็นระยะๆ ซึ่งสัตวแพทย์มัก
เข้าใจผิดว่ากระเพาะปัสสาวะอักเสบแต่เมื่อเอกเรย์แล้วกลับไม่พบนิ่ว ส่วนเนื้องอกของอวัยวะอื่นพบได้น้อย
●
ความผิดปกติของส่วนท้อง
● แก๊สสะสมในล�ำไส้ (Ileus) และทางเดินอาหารอุดตัน (Impaction) พบได้เป็นประจ�ำในกระต่ายทีก
่ นิ อาหารจ�ำพวกแป้ง
และน�้ำตาลมากกว่าปกติ เช่น ข้าว ข้าวโพด มันทอด อาหารขบเคี้ยวของมนุษย์ หรือได้รับเยื่อใย (Fiber) ในอาหารน้อยมาก เช่น กิน
แต่อาหารเม็ด โดยกระต่ายจะแสดงอาการไม่กนิ อาหาร ปวดท้อง นอนซึม ท้องบวม (เจ้าของบางคนจะเรียกว่า “นอนท่าแม่ไก่”) และ
ไม่มีอุจจาระมากมากว่า ๒๔ ชั่วโมงขึ้นไป โดยจากภาพทางรังสีวิทยาส่วนช่องท้อง ทั้งท่านอนหงายและนอนตะแคง เราจะพบแก๊สได้
ทั้งในล�ำไส้เล็กและล�ำไส้ใหญ่ส่วน Caecum ซึ่งปกติแล้วจะไม่มีหรือมีน้อยมาก แต่ถ้ามีแก๊สปริมาณมากและเป็นมานาน อาจจะเกิด
เลือดเป็นพิษ (Enterotoxaemia) จนเสียชีวิตได้ภายใย ๗ วัน
● ก้อนขนในกระเพาะอาหารและล�ำไส้ (Hair ball) จากภาพทางรังสีวิทยาส่วนช่องท้องในท่านอนหงาย เมื่อดูที่อวัยวะใน
ช่องท้องทางซ้ายข้างหลังตับ จะเห็นว่ามีก้อนกลมๆ สีเทา เบียดบังอยู่ภายในกระเพาะอาหารที่ขยายขนาดมากกว่าปกติและมีแก๊ส
(ส่วนสีด�ำ) อยู่ด้วย และต้องควบคู่กับอุจจาระมีเส้นขนปนออกมา มักพบในกระต่ายพันธุ์ขนยาวมากกว่าขนสั้น โดยกระต่ายจะปวด
ท้อง นอนซึม ไม่กินอาหาร ยิ่งถ้าก้อนขนมีขนาดใหญ่และเคลื่อนไปติดอุดตันอยู่ที่ล�ำไส้เล็ก ยิ่งจะท�ำให้กระต่ายปวดท้องมากขึ้นและ
อาจมีแก๊สสะสมเพิ่มในล�ำไส้ สุดท้ายกระเพาะอาหารจะอักเสบเรื้อรังและเปื่อยจนฉีกขาด กระต่ายก็จะเสียชีวิต
150
Exotic Pets
VPAT Regional Veterinary Congress 2014
How to restraint reptile: tip and tricks in drug administration
ผศ.น.สพ.ตุลยวรรธ สุทธิแพทย์
ภาควิชาคลินิกสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
การควบคุมบังคับสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน�้ำสะเทินบก มีความแตกต่างกันไปตามกลุ่มและชนิดของสัตว์ที่จะควบคุม
บังคับ โดยแบ่งกลุ่มของสัตว์ที่จะพบและต้องมีการควบคุมบังคับดังนี้
Order Testudinata (Chelonia): สัตว์ในอันดับนี้ได้แก่เต่าชนิดต่างๆ
การควบคุมบังคับสัตว์ในกลุ่มนี้ไม่ยากนัก โดยจับบังคับบริเวณกระดองด้านบน (carapace) และเนื่องจากอาวุธของสัตว์กลุ่ม
นี้ คือ ขากรรไกรที่แข็งแรงและการกัดที่รุนแรง จึงควรจับของกระดองเยื้องไปทางด้านหลังป้องกันสัตว์แว้งกัด โดยเฉพาะกลุ่มเต่าฉก
(snapping turtles) และพวกตะพาบน�้ำ
Order Squamata: แบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ คือ
Suborder: Lacertilia (Sauria) Lizards กลุ่มกิ้งก่าชนิดต่างๆ รวมทั้งเหี้ยและตะกวด
สัตว์ในกลุม่ นีห้ ากเป็นขนาดเล็กจะควบคุมบังคับค่อนข้างง่าย โดยรวบบริเวณหลังคอและขาหน้าให้แนบติดล�ำตัว และขาหลัง
ให้แนบติดล�ำตัว แต่หากเป็นขนาดใหญ่ทมี่ ปี ากและเล็บทีแ่ หลมคม จะต้องมีการระมัดระวังและอาจจะต้องมีการเข้าท�ำงานกันเป็นทีม
และอาจจะต้องมีการสวมถุงมือหนัง ผ้าเช็ดตัว หรือใช้สวิงช่วยในการจับสัตว์เหล่านี้ เช่น สัตว์กลุ่มตะกวด หรืออิกัวน่าขนาดใหญ่
รวมทั้งหากสัตว์ที่จะเข้าควบคุมบังคับเป็นกิ้งก่าที่มีพิษ เช่น Gila Monster ก็จะต้องเพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้น
Suborder: Serpentes (Ophidia) Snake กลุ่มงูชนิดต่างๆ รวมทั้งงูดิน
สัตว์ในกลุม่ งูมคี วามหลากหลายทางขนาดมาก ตัง้ แต่ขนาดเล็ก เช่น งูดนิ ไปจนถึงยักษ์ขนาดใหญ่ เช่น อนาคอนดา และงูเหลือม
ซึ่งอาวุธของงูที่ส�ำคัญ คือ การกัด งูทุกชีวิตสามารถท�ำร้ายด้วยการกัดได้ แต่ความรุนแรงของแผลจะต่างกัน ตั้งแต่แผลขนาดเล็ก
ไม่รุนแรงนัก จนถึงแผลใหญ่รุนแรงจากงูขนาดใหญ่ และที่ร้ายแรงที่สุด คือ การกัดจากงูที่มีพิษ ซึ่งบางชนิดมีความรุนแรงถึงตายได้
รวมทั้งงูพิษบางชนิดสามารถพ่นพิษได้ ท�ำให้การป้องกันอันตรายจะต้องมีความรัดกุมรอบคอบ
ในงูขนาดใหญ่ อาวุธที่ส�ำคัญส�ำหรับล่าเหยื่อ คือ การรัดให้เหยื่อขาดอากาศหายใจตาย และงูกลุ่มนี้มักจะมีแรงที่มหาศาล
สามารถท�ำร้ายคนได้ และมีรายงานว่าบางชนิดสามารถกินคนได้
การควบคุมบังคับงู ประการส�ำคัญคือ การควบคุมส่วนหัวให้ได้ เพื่อป้องกันการกัด โดยอาจใช้อุปกรณ์ขนาดยาวช่วย เช่น ไม้
ง่ามหรือสแนร์กดที่หัวงูก่อน แล้วจึงใช้มือเปล่าหรือสวมถุงมือจับบริเวณคอชิดกับหัวงูให้แน่น แล้วใช้อีกมือช่วยจับดึงส่วนล�ำตัวงู หาก
เป็นงูขนาดใหญ่ อาจจะต้องใช้คนช่วยในการควบคุมมากกว่าหนึ่งคน โดยคนแรกควบคุมคุมส่วนหัว และอีกคนคุมส่วนล�ำตัวงูป้องกัน
การม้วนพันเข้ามารัด
การควบคุมงู มีการประยุกต์ใช้อปุ กรณ์ทมี่ ปี ระโยชน์ชนิดหนึง่ คือ การใช้ทอ่ ใสทีม่ ขี นาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่กว่าตัวงูเล็กน้อย
บังคับให้งูเลื้อยเข้าไปภายใน จะท�ำให้สามารถจับควบคุมส่วนล�ำตัวของงูได้ โดยที่งูไม่สามารถกัดได้ โดยใช้มือจับส่วนต่อระหว่างงูกับ
ท่อไม่ให้งูขยับเข้าหรือออกได้
Order Crocodilia กลุ่มจระเข้ชนิดต่างๆ
ในส่วนการควบคุมบังคับจระเข้ ซึ่งเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างอันตราย มีแรงมาก ควรจะเป็นการเข้าควบคุมบังคับโดยผู้ที่มี
ประสบการณ์ โดยหากเป็นจระเข้ขนาดเล็ก อาจจะควบคุมคนเดียว โดยควบคุมส่วนหัวและปากก่อน โดยอาจใช้ผ้าหรือกระสอบช่วย
ในการปิดตาก่อน จับในส่วนต่อของคอและหัว และอีกมือหนึ่งจับประคองรวบสองขาหลังกับโคนหาง คล้ายกับในกิ้งก่าขนาดใหญ่ ใน
ส่วนจระเข้ขนาดใหญ่ จะต้องระวังการกัดของปากและการฟาดของหางทีร่ นุ แรง โดยจะต้องมีการใช้เชือกท�ำเป็นบ่วง แล้วต่อกับปลาย
ไม้ยื่นเข้าไปเพื่อมัดปากก่อน จากนั้นจึงให้ผู้เข้าควบคุมอีกชุดหนึ่งเข้าควบคุมบริเวณหลังและโคนหาง โดยนั่งทับใช้น�้ำหนักกดไม่ให้
จระเข้ดิ้นรน จากนั้นจึงใช้เชือกพันธนาการในส่วนขาหน้าและหลัง โดยจะต้องระวังการใช้หางในการฟาดท�ำร้าย
การบริหารยาช่องทางต่างๆ ในสัตว์เลื้อยคลาน
การบริหารยาทางปาก
เป็นการบริหารยาที่มีประโยชน์และได้ผลดีในสัตว์เลื้อยคลาน ใช้ได้ทั้งการให้อาหารเหลว การให้ยา และการให้สารน�้ำ แต่ก็
จะมีความยุ่งยากในการควบคุมบังคับสัตว์และความเครียดที่อาจจะเกิดขึ้นจากการพยายามป้อน รวมทั้งต้องมีวิธีการที่ต่างๆ กันใน
สัตว์แต่ละกลุ่ม
Exotic Pets
151
VPAT Regional Veterinary Congress 2014
ก่อนอืน่ จะต้องสามารถควบคุมส่วนหัวของสัตว์ให้ได้กอ่ น และอ้าปากของสัตว์ออกด้วยวิธกี ารทีต่ า่ งๆ กัน และด้วยความนุม่ นวล
การป้อนยาหรือของเหลวอื่นๆ จะถูกป้อนผ่าน stomach tube หรือท่อป้อนอาหารที่มีลักษณะหัวมนกลมคล้ายลูกบอล หรือใช้การ
ดัดแปลงท่ออ่อนๆ เช่น ท่อน�้ำเกลือต่อกับตัวไซริงค์เพื่อป้อนยาได้ โดยท่อหรือวัสดุที่จะสอดเข้าในปากของสัตว์จะต้องหล่อลื่นก่อน
ด้วยน�้ำ การใช้เจลบางครั้งอาจท�ำให้ขณะที่ถอดท่อออกเจลอาจหลุดเข้าไปในหลอดลมได้
การบริหารยาเข้าทางกล้ามเนื้อและใต้ผิวหนัง
เป็นการบริหารยาที่ท�ำได้สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องจับบังคับมาก การออกฤทธิ์ของยาในสัตว์เลื้อยคลาน ขึ้นกับอุณหภูมิของ
สภาพแวดล้อมด้วย โดยทั่วไปงูเป็นสัตว์ที่ท�ำการฉีดยาได้ง่ายโดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ และก็เป็น Route of choice ในงู โดยต�ำแหน่ง
ที่แนะน�ำ คือ ช่วงหนึ่งในสามของความยาวของล�ำตัวส่วนหน้า และเป็นส่วนบนของล�ำตัว ส่วนในการฉีดยาเข้าใต้ผิวหนัง สามารถฉีด
ได้ทางด้านบนของล�ำตัวตลอดความยาวล�ำตัวเช่นเดียวกับการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ ในส่วนกลุ่มสัตว์เลื้อยคลานอื่นที่มีรยางค์สามารถ
ท�ำการบริหารยาเข้ากล้ามเนื้อส่วนบนของขาหน้า (triceps muscle) นอกจากนี้ในกลุ่มกิ้งก่าและจระเข้สามารถบริหารยาทางรวม
กล้ามเนื้อกลุ่มส่วนหลัง (Epaxial muscle) เช่นเดียวกับในงู
นอกจากนี้ ยังมีการบริหารยาทางอืน่ ซึง่ บางครัง้ มีการใช้เป็นทางเลือกในกรณีทกี่ ารให้ยาหรือสารน�ำ้ ทางอืน่ ไม่สะดวก หรือไม่
เหมาะสม เช่น การให้ยาหรือสารน�้ำโดยการแช่ การให้ยาหรือสารน�้ำทางช่องตัว และการให้ยาหรือสารน�้ำทางช่องกระดูก
บรรณานุกรม
Beynon PH ,Lawton MP ,Cooper JE . Manual of Reptile. Iowa: Iowa State University Press, 1992
Mader RD. Reptile Medicine and Surgery. Philadelphia: W.B Saunders Company, 1996.
Fowler EM. Zoo & Wild Animal Medicine. 2nd ed. Philadelphia: W.B. Saunders company, 1986.
Fowler EM, Miller ER. Zoo & Wild Animal Medicine:Current Therapy 4. Philadelphia: W.B. Saunders company,
1999
152
Exotic Pets
VPAT Regional Veterinary Congress 2014
How to prepare emergency case and supportive life in exotic pets
การจัดการภาวะฉุกเฉินและพยุงชีพในสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ
ผศ.น.สพ.ดร.สมโภชน์ วีระกุล
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ ปี แม้ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงที่สามารถท�ำให้เชื่องและเป็นสัตว์เลี้ยงที่น่ารัก แต่
ส่วนใหญ่ยงั คงมีสญ
ั ชาตญาณของสัตว์ปา่ อันมักซ่อนอาการความเจ็บป่วยไว้เสมอ ดังนัน้ เมือ่ เกิดอาการเจ็บป่วยทีช่ ดั เจนแล้ว สัตวแพทย์
ตระหนักและพบอยู่เสมอว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และอาการรุนแรงจนไม่อาจจะซ่อนอาการเอาไว้ได้ ขณะที่เจ้าของมักจะเชื่อ
ว่าเป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน เมื่อมาพบสัตวแพทย์ด้วยอาการรุนแรงแล้ว จึงมักอยู่ในภาวะฉุกเฉินที่ต้องแก้ไขในทันทีทันใด
การปฏิบัติงานของสัตวแพทย์ที่รักษาเฉพาะทาง จึงไม่ต่างจากการปฏิบัติงานของแพทย์ที่ประจ�ำห้องตรวจฉุกเฉิน ซึ่งต้องอาศัยความ
รู้และทักษะทางคลินิกต่างๆ เนื่องจากสัตว์ป่วยที่มาพบมีหลากหลายชนิด ยังประกอบอาการส�ำคัญแตกต่างกัน และความรุนแรงมาก
น้อยต่างกัน สัตวแพทย์จึงต้องมีความรู้อย่างกว้างขวาง ตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม โดยใช้ทั้งศาสตร์ ศิลป์ และ
ประสบการณ์ ในทางสัตวแพทย์นั้นไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในทางปฏิบัตินัก อย่างไรก็ตามสัตวแพทย์ควรตระหนักและเตรียมพร้อมใน
สิ่งดังต่อไปนี้
หลักการดูแลสัตว์ป่วย
๑. ต้องท�ำการประเมินอาการหรือตรวจเพื่อให้ทราบภาวะที่เป็นอันตรายต่อสัตว์ป่วยอย่างรวดเร็ว และจะต้องรีบให้การพยุง
ชีพขัน้ ต้น (basic life support) ก่อนจนกว่าอาการจะคงที่ (stabilizing) จึงค่อยกระท�ำอย่างอืน่ อาการหนักทีเ่ ห็นได้ชดั เช่น สัญญาณ
ชีพผิดปกติ อ้าปากหายใจ หายใจล�ำบากหรือรูปแบบการหายใจผิดปกติ อ่อนเพลียอย่างมาก ไม่รู้สึกตัว ในสัตว์ขนาดเล็กยังพบว่า
อาการบางอย่างเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง เช่น การไม่ถ่ายมูลหรือปัสสาวะใน ๒๔ ชั่วโมง เบื่ออาหารใน ๒๔ ชั่วโมง ผอมมาก ท้องเสีย
ชัก เลือดไหลไม่หยุด กระดูกหัก ช่องท้องขยายอย่างมาก อัมพาต และแสดงอาการเจ็บปวดรุนแรง ได้แก่ นั่งขดตัว กัดฟัน ท�ำร้ายตัว
เองในบริเวณที่มีอาการบาดเจ็บ หรือท�ำให้ไม่กินอาหาร เป็นต้น
๒. หลังการดูแลขั้นต้นแล้ว ยังต้องเฝ้าระวังหรือนึกถึงความเป็นไปได้ที่สัตว์ป่วยจะเข้าสู่ภาวะผิดปกติอันรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต
หรือพิการอื่นๆ ตามมา (worst first) โดยอาศัยอาการหลักที่พบของสัตว์ป่วย
๓. อาศัยข้อมูลที่มีอยู่ซึ่งอาจจะเพียงเล็กน้อย ทั้งจากประวัติ อาการหลัก และการตรวจร่างกาย เพื่อท�ำการวินิจฉัยเบื้องต้นที่
เป็นไปได้มากทีส่ ดุ ซึง่ จะน�ำไปสูก่ ารตัดสินใจในการรักษาตามหลักฐานทีม่ ี (evidence-based patient care) การตรวจให้กระท�ำเท่า
ที่ท�ำได้หรือจ�ำเป็น หรือกระท�ำเฉพาะระบบที่เกี่ยวข้องเท่านั้น การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมให้ท�ำตามความจ�ำเป็นเท่านั้น
เช่น การถ่ายภาพรังสี เนื่องจากจะท�ำให้การจัดการล่าช้าหรือเพิ่มภาวะวิกฤติได้
สาเหตุที่พบได้เสมอที่ท�ำให้เกิดภาวะวิกฤติในสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ ในกระต่ายมักจะพบจากโรคล�ำไส้บีบตัวลดลงและการอุด
ตันของล�ำไส้ใหญ่ นิ่วในท่อปัสสาวะ ล�ำไส้อักเสบจากการเสียสมดุลจุลชีพ โรคทางทันตกรรมหรือฟันสึกไม่เพียงพอ ความเครียดจาก
ความร้อน และโรคไต เป็นต้น ในหนูเควี่มักจะพบจากโรคขาดไวตามินซี (hypovitaminosis C) ติดเชื้อไร Trixacarus caviae
(Trixacariasis) และโรคทางทันตกรรม ซึง่ นอกจากในกระต่ายและหนูเควีแ่ ล้ว โรคทางทันตกรรมยังถือว่าเป็นสาเหตุทกี่ อ่ ภาวะฉุกเฉิน
ในชินชิลล่า กระรอก แพรี่ด็อก และหนูชนิดต่างๆ นอกจากนี้สิ่งที่มักจะท�ำให้เกิดภาวะฉุกเฉินได้มากที่สุด คือ การบาดเจ็บ (trauma)
แม้ว่าจะมีความหมายกว้าง ซึ่งอาจจะหมายถึงภาวะอันตรายของร่างกายที่เกิดได้จากการถูกท�ำร้าย บาดแผล หรืออาการช็อก แต่ใน
ความเข้าใจเบื้องต้น มักหมายถึงการเกิดการบาดเจ็บที่มาจาก “Blunt force” เช่น การถูกทุบตี เตะ หรือการตกจากที่สูง
“Penetrating” เช่น การถูกกัด แผลถลอกหรือฉีกขาด หรือหนังถลก และการบาดเจ็บที่มาจาก “Burn” เช่น การไหม้จากความร้อน
ไฟฟ้า และสารเคมี เป็นต้น และสุดท้ายที่พบได้เสมอและท�ำให้สัตว์ป่วยมาด้วยอาการช็อก ไม่รู้สึกตัว และการไหลเวียนเลือดผิดปกติ
ได้แก่ โรคติดเชื้อ ซึ่งสัตว์เหล่านี้มักจะมาด้วยอาการรุนแรงหรือช็อกจากการติดเชื้อ (septic shock) ซึ่งเป็นภาวะของการติดเชื้อที่มี
ความรุนแรงที่สุด และท�ำให้มีอัตราตายสูง
๔. การตัดสินใจรับสัตว์ป่วยไว้ดูแล (hospitalisation) เจ้าของจะมีความกังวลมาก ติดสัตว์เลี้ยง และมีปัญหาค่าใช้จ่าย จึง
อาจขอดูแลที่บ้าน ซึ่งอาจจะท�ำให้เกิดภาวะวิกฤติเกิดขึ้นได้ขณะอยู่ที่บ้าน ความส�ำเร็จในการแก้ไขปัญหาฉุกเฉินอยู่ที่คุณภาพในการ
รักษาและติดตามผลของสัตวแพทย์อย่างละเอียดและใกล้ชิด ทั้งการเฝ้าระวัง (monitoring) ท�ำให้อาการคงที่ (stabilizing) และ
ค้นหาสาเหตุอย่างรวดเร็ว (rapid investigation of the underlying disease) ต้องแยกสัตว์ป่วยให้พ้นจากเสียง กลิ่น หรือการมอง
เห็นสัตว์ชนิดอื่น อย่างเช่น สุนัข แมว หรือบริเวณที่มีผู้คนมาก ซึ่งอาจท�ำการจัดที่หลบซ่อนเพิ่มเติมในกรงหรือท�ำการคลุมผ้าปิดกรง
เอาไว้ อยู่ภายใต้อุณหภูมิที่อบอุ่น ระหว่าง ๒๕ ถึง ๒๘ องศาเซลเซียส หรือในตู้อบโดยได้รับออกซิเจน (oxygen cage) เพียงพอและ
ความชื้นที่เหมาะสม (nebulisation)
Exotic Pets
153
VPAT Regional Veterinary Congress 2014
๕. เมื่อสัตว์ป่วยต้องกลับไปดูแลที่บ้าน สัตวแพทย์ต้องมั่นใจว่าได้ให้การรักษาที่เหมาะสมแล้ว ได้ให้ค�ำแนะน�ำแก่เจ้าของ
และท�ำการนัดหมายในการตรวจครั้งต่อไป
๖. สิ่งส�ำคัญที่สัตวแพทย์มักไม่ใส่ใจ คือ การบันทึกเวชระเบียนโดยละเอียด และควรจดบันทึกด้วยปากกา เมื่อมีการแก้ไข
ให้ทำ� การขีดเส้นทับและลงนามก�ำกับ รวมทัง้ การจดค�ำแนะน�ำเมือ่ ได้รบั ฟังค�ำปรึกษาจากผูม้ ปี ระสบการณ์สงู กว่า และไม่ควรลงบันทึก
ความเห็นอืน่ ๆ ทีแ่ สดงความขัดแย้ง ไม่เหมาะสมหรือเกิดจากการคาดเดา รวมทัง้ การจดบันทึกในกรณีทเี่ จ้าของขอสัตว์ปว่ ยกลับบ้าน
โดยไม่เชื่อค�ำแนะน�ำของสัตวแพทย์และให้เจ้าของลงนามก�ำกับ
การจัดการภาวะฉุกเฉินและการช่วยคืนฟืน้ ชีพ (Cardiopulmonary resuscitation) คือ การพยายามท�ำให้ระบบไหลเวียน
เลือดและระบบหายใจกลับคืนสู่ปกติอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เกิดความพิการของสมองหลังจากระบบทั้งสองหยุด
ท�ำงาน ในทางสัตวแพทย์นนั้ มักใช้หลักพืน้ ฐานในการฟืน้ เรียก “Basic ‘ABC’ protocol” A - Airway, B – Breathing, C – Circulation,
D – Drugs หรือบางครัง้ ถูกเรียกว่าการช่วยฟืน้ คืนชีพเดิม ซึง่ มีหลักการคือ primary และ secondary ABCD survey ในกรณี primary
ประกอบด้วย A - Airway, B – Breathing, C – Circulation, D – Defibrillation ขณะที่ secondary นัน้ D จะหมายถึง Differential
diagnosis เพื่อเน้นการจัดการที่สาเหตุของโรค ในทางการแพทย์นั้นได้ค�ำนึงถึงอนุกรมการรอดชีวิต (chain of survival) ที่จะต้อง
เชื่อมโยงต่อเนื่องกัน ดังนั้นสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา จึงได้ให้ค�ำแนะน�ำเพื่อเป็น CPR guidelines ในปี ค.ศ. ๒๐๑๒
(American Heart Association guideline for cardiopulmonary resuscitation and emergency cardiovascular care) ซึ่ง
แตกต่างไปจากเดิม หรือ ‘CAB’ ดังนี้
๑. ให้เริ่มท�ำการ CPR เลย (recognition and activation of emergency response) ในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนอง ไม่หายใจ
หรือหายใจผิดปกติ เพราะการตรวจชีพจรอาจเชื่อถือไม่ได้หรือท�ำให้ล่าช้า ไม่แนะน�ำให้เสียเวลากับการมอง การฟัง หรือการสัมผัส
ลมหายใจ
๒. กดหน้าอกอย่างมีประสิทธิภาพ (chest compression)
๓. เปิดทางหายใจและช่วยหายใจ (airway and ventilation) ให้ช่วยหายใจด้วยหน้ากากและใช้การกดหน้าอกอย่างเดียว
หากไม่มีผู้ช่วย ผู้ช่วยไม่เป็นหรือเปิดทางเดินหายใจไม่เป็น เนื่องจากต้องกระท�ำในทันทีโดยต้องไม่ถูกขัดจังหวะการกด หรือไม่ควร
เกิน ๑๐ วินาที หรือต้องกระท�ำการเปิดทางหายใจด้วยความช�ำนาญอย่างรวดเร็วในที่สุด
๔. ให้ท�ำ defibrillation ให้เร็วที่สุดในกรณีที่ไม่พบชีพจร และในกรณีที่พบ ventricular fibrillation และ ventricular
tachycardia หลังจากนั้นให้ท�ำการพยุงชีพและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง
ในทางปฏิบัติในกรณีฟื้นคืนชีพของสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ มีหลักการใกล้เคียง ‘CAB’ ข้างต้น โดยค�ำนึงถึงการแก้ไขปัญหา
อย่างทันทีทันใด ในรายที่หยุดหายใจ ให้ท�ำการเปิดทางหายใจหรือสอดท่อ ต้องท�ำให้ส�ำเร็จในทันทีด้วยความช�ำนาญ ซึ่งเป็นปัญหา
ส�ำคัญเนื่องจากสัตว์หลายชนิดมีขนาดเล็ก ท�ำให้เกิดความล่าช้าได้เสมอ จึงให้พิจารณาใช้หน้ากากช่วยหายใจทันที สัตวแพทย์ต้อง
ก�ำจัดเสมหะหรือสิง่ ทีอ่ ดุ ตันโดยไว ใช้ออกซิเจนเข้มข้นร้อยละ ๑๐๐ พบว่าอัตราการกลับมาหายใจได้เองในกรณีใช้หน้ากากช่วยมีมาก
ถึงร้อยละ ๗๑.๔ ทีเดียว และช่วยหายใจในอัตรา ๒๐ ถึง ๓๐ ครัง้ ต่อนาที มีขอ้ เสีย คือ กลืนแก๊สลงท้อง ในรายทีก่ ารหายใจไม่เพียงพอ
จ�ำเป็นต้องช่วยเปิดทางหายใจ ในกรณีทใี่ ช้การสอดท่อไม่ได้ ควรพิจารณาท�ำศัลยกรรมทันที ได้แก่ needle circothyrotomy, surgical
circothyrotomy หรือ tracheostomy อาจพิจารณาใช้ยาในกรณีไม่หายใจเอง เช่น Doxapram สามารถให้ทาง IV, IO, IM และยัง
สามารถให้ทางหลอดลม (IT) โดยตรง ในกรณีที่พบปัญหามากที่สุดคือการหยุดเต้นของหัวใจร่วม สัตวแพทย์คนอื่นอาจท�ำการตรวจ
สอบชีพจร อัตราการเต้นของหัวใจ รวมทั้ง SpO2 โดยใช้เครื่องมือช่วย เช่น pulse oxymetry หรือ EKG เป็นต้น ให้พิจารณาท�ำการ
กดหน้าอกช่วยในทันที ซึง่ ในทางปฏิบตั คิ วรเป็นสิง่ แรกทีต่ อ้ งลงมือกระท�ำโดยไม่รอการพิจารณาว่าจะมีชพี จรหรือหัวใจยังเต้นอยูห่ รือ
ไม่ เนื่องจากจะท�ำให้การฟื้นคืนชีพล่าช้า โดยท�ำการหน้าอก ๑๐๐ – ๑๒๐ ครั้งต่อนาที โดยใช้ฝ่ามือประคองทั้งอก ให้ระมัดระวังการ
กดที่ใดที่หนึ่งโดยเฉพาะ และให้มีการเปลี่ยนคนช่วยทุก ๒ นาทีโดยไม่เกิดการขัดจังหวะหรือไม่นานเกินไป ในระหว่างนั้นสัตวแพทย์
อีกคนต้องท�ำการเปิดเส้นเลือดเพื่อให้สารน�้ำ ได้แก่ cephalic, lateral saphenous และ marginal ear vein โดยใช้ catheter ๒๔
– ๒๖ gauge ในสัตว์ขนาดเล็ก แต่กย็ งั พบว่าเป็นไปได้ยากมากทีจ่ ะพบเส้นเลือดทีส่ ามารถบริหารสารน�ำ้ ได้จากการหดตัวของเส้นเลือด
จึงแนะน�ำให้บริหารผ่านทางกระดูกในทันที กระดูกที่แนะน�ำได้แก่ femur และ tibia โดยใช้เข็ม ๑๘ gauge และเล็กลงจนถึง ๒๕
gauge ในสัตว์ที่เล็กจิ๋วได้ การให้สารน�้ำใต้ผิวหนังจะท�ำในกรณีที่พบการขาดน�้ำน้อยกว่าร้อยละ ๕ ในรายช็อกมักไม่ได้ผล
การให้สารน�้ำในกรณีช็อก การเลือกใช้สารน�้ำมีหลักเช่นเดียวกันกับสัตว์ชนิดอื่น เพื่อให้ความดันเลือดเป็นปกติ ความดัน
ปกติในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เท่ากับ ๘๐-๑๒๐ mmHg. สามารถวัดความดันได้ในสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น กระต่าย เฟอเร็ท และหนูเควี่
ขนาดใหญ่ โดยใช้ Sphygmonometer ร่วมกับ ultrasonic Doppler และ Oscillometric เป็นต้น แต่ว่าความแม่นย�ำยังน้อย จึง
ต้ อ งใช้ พิ จ ารณาร่ ว มกั บ อาการอื่ น ๆ เช่ น สี ข องเยื่ อ ชุ ่ ม CRT และการกลั บ มาของเส้ น เลื อ ดบริ เวณผิ ว การแก้ ไขในสภาวะ
decompensatory shock ในสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษมีวิธีปฏิบัติทางหนึ่งดังนี้ เลือกใช้ 7.2-7.5% hypertonic saline solution ๓
154
Exotic Pets
VPAT Regional Veterinary Congress 2014
mL/kg. IV หรือ IO อย่างช้าๆ นานกว่า ๑๐ นาที และรักษาต่อเนื่องโดยใช้ Hetastach (HES) ซึ่งเป็น colloid ขนาด ๓ mL/kg. IV
หรือ IO อย่างช้าๆ นานกว่า ๕-๑๐ นาที ท�ำการประเมินความดันและอาการอืน่ ๆ เมือ่ พบว่าอาการเริม่ กลับสูป่ กติหรือความดันมากกว่า
๔๐ mmHg. systolic ให้ท�ำการเปลี่ยนสารน�้ำเป็น isotonic crystalloid เพื่อรักษาระดับความดัน และท�ำให้ระดับความดันสูง
มากกว่า ๙๐ mmHg. โดยใช้ crystalloid ๑๐ mL/kg. ร่วมกับ HES ๓-๕ mL/kg. นานกว่า ๑๕ นาที ให้ท�ำการวัดความดันทุกครั้ง
และท�ำซ�้ำ ๓ ถึง ๔ ครั้ง จนกว่าความดันหรืออาการกลับสู่ปกติแล้ว ทั้งนี้ต้องควบคุมอุณหภูมิร่างกายให้คงที่ ที่ ๓๖.๗ องศาเซลเซียส
(๙๘◦F) เมื่อให้สารน�้ำซ�้ำ ๓ ถึง ๔ ครั้งแต่สัตว์ป่วยไม่ตอบสนอง ให้ท�ำการตรวจสอบ blood glucose (hypoglycemia), BUN, acid
base disorder, electrolyte imbalance, hypothermia, vasodilation หรือ vasoconstriction มากเกินไป cardiac dysfunction
และ hypoxia หากพบว่าเม็ดเลือดแดงต�่ำ (PCV<20%) ให้พิจารณาให้เลือด และให้แก้ไขสภาวะอื่นๆ ที่พบ เช่น ให้ความอบอุ่น ใน
ที่สุดหากยังไม่ตอบสนอง ให้พิจารณาใช้ยากลุ่ม vasopressors เช่น Dopamine หรือ Norepinephrine อย่างไรก็ตาม หากการให้
สารน�ำ้ ข้างต้นท�ำให้สตั ว์ฟน้ื คืนชีพแล้ว ให้สารน�ำ้ กลุม่ crystalloid แบบทดแทนการขาดน�ำ้ (rehydration phase) ต่อไป โดยประเมิน
ปริมาตรและอัตราตามสภาวะขาดน�้ำของสัตว์ป่วยอีกครั้ง ปกติจะให้นานมากกว่า ๖-๘ ชม. ถือว่าเพียงพอในรายที่ขาดน�้ำเฉียบพลัน
หรือใช้เวลาน้อยกว่า ๒๔ ชม. และให้นานมากกว่า ๒๔ ชม. ในรายทีข่ าดน�ำ้ แบบเรือ้ รังหรือใช้เวลานานกว่า ๒๔ ชม. หลังจากนัน้ จึงตาม
maintenance phase ในสัตว์ขนาดเล็กและหนูจะมีอตั ราเมตาบอลิสมสูง ซึง่ ถือว่าเป็นสองเท่าของสุนขั และแมว จึงให้สารน�ำ้ ในระยะ
นีใ้ นอัตราทีส่ งู คือ ๓ – ๔ mL/kg. ต่อชัว่ โมง จนกว่าอาการจะดีขนึ้ นอกจากนีย้ งั ต้องค�ำนึงว่าสัตว์ชอ็ กแบบใด การแก้ไข hypovolemic
shock อาจแก้ได้โดยการให้สารน�้ำในอัตราที่รวดเร็วโดยไม่ต้องวิตกภาวะน�้ำเกินได้ และสามารถใช้ crystalloid ล�ำพังก็เป็นผลส�ำเร็จ
เช่นกัน โดยประเมินทุก ๕-๑๕ นาที โยวัดความดันหรือดูอาการต่างๆ ประเมิน แต่หากในบางสภาวะ เช่น cardiogenic shock ต้อง
ระมัดระวังอัตราการให้ ซึ่งต้องจ�ำกัดปริมาตรที่แน่นอน
นอกจากการช่วยฟื้นคืนชีพแล้ว สัตว์ป่วยในภาวะฉุกเฉินจ�ำนวนไม่น้อยที่ยังคงมีชีพจรที่ดี แต่มีปัญหาจากความเจ็บปวด
สัตวแพทย์จึงต้องประเมินให้รวดเร็วเพื่อแก้ไขเป็นเบื้องต้น Butorphanol, Buprenorphine, Morphine และ Tramadol เป็นยา
ลดปวดกลุ่มโอปิออยด์ที่มีการใช้มากในสัตว์เหล่านี้เพื่อลดอาการปวดรุนแรง ขณะที่ NSAIDs ที่นิยมใช้ ได้แก่ Meloxicam และ
Carprofen เป็นต้น มักใช้ในกรณีที่มีความเจ็บปวดเพียงเล็กน้อยและต้องการระยะเวลาออกฤทธิ์นาน และสัตว์ป่วยควรได้รับอาหาร
ที่เหมาะสมเมื่อฟื้นตัว เพื่อให้หายป่วยได้อย่างรวดเร็ว เช่น Critical Care วันละ ๔–๖ ครั้ง
เอกสารอ่านเพิ่มเติม
ชัยรัตน์ ฉายากุล. ค�ำแนะน�ำในการปฏิบัติงานที่ห้องตรวจฉุกเฉินและห้องแพทย์เวร. ใน จารุพิมพ์ สูงสว่าง, วันชัย เดชสมฤทธิ์ฤทัย,
เชิดศักดิ์ ไอรมณีรัตน์, นิศารัตน์ โอภาสเกียรติกุลม บรรณาธิการ. คู่มือแพทย์เวร, 1-4. กรุงเทพมหานคร: ไซเบอร์พริ้นท์, 2555.
Berg, R.A., Hemphill, R., Abella, B.S., Aufderheide, T.P., Cave, D.M., Hazinski, M.F. et al. (2010). American Heart
Association guidelines for cardiopulmonary resuscitation and emergency cardiovascular care. Circulation. 122:
S685-S709
Hedley, J. (2011). Critical care of the rabbit. In Practice. 33: 386-391
Johnson, D.H. (2012). Emergency presentation of exotic mamal herbivore trauma patient. Journal of Exotic Pet
Medicine. 21: 300-315
Lichtenberger, M., Lennox, A.M. (2012). Critical care of the exotic companion mammal (with a focus on herbivorous
species): the first twenty-four hours. Journal of Exotic Pet Medicine. 21: 284-292
Vella, D. (2012). Emergency presentation of exotic mamal herbivores. Journal of Exotic Pet Medicine. 21: 293-299
Exotic Pets
155
VPAT Regional Veterinary Congress 2014
How to sedation and generalized anaesthesia in rabbit
น.สพ.เชาวพันธ์ ยินหาญมิ่งมงคล
ภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
การวางยาไม่ว่าจะเป็นการวางยาชาเฉพาะที่ หรือการวางยาสลบทั้งตัวเพื่อท�ำหัตถการต่างๆ ในกระต่ายในเป็นเรื่องที่ท้าทาย
ความสามารถของสัตวแพทย์เป็นอย่างมาก เนื่องจากความเสี่ยงในการวางยาสลบทั้งตัวของกระต่ายจะมีอัตราการตายที่สูงเมื่อเทียบ
กับสุนัข โดยอัตราการตายของกระต่ายจะอยู่ที่ ประมาณ 1.39 % ในกระต่ายเมื่อเทียบกับสุนัขที่ 0.17 %
การวางยาในกระต่ายนั้นสิ่งที่ต้องพึงระลึกอยู่เสมอนั้นก็คือการควบคุมระดับความเครียดก่อนวางยาสลบ เนื่องจากกระต่าย
เป็นสัตว์ที่เป็น pray species ซึ่งจะค่อนข้างเครียดง่ายกับสิ่งเร้าต่างๆ ซึ่งขั้นตอนการลดความเครียดเริ่มตั้งแต่อยู่ที่บ้าน โดยการจับ
บังคับหรือไล่ต้อนกระต่ายเข้ากรง และขั้นตอนการขนย้ายกระต่ายมาที่โรงพยาบาล ซึ่งการใช้เวลาที่นานเกินไปในการเดินทาง หรือ
การเลือกเส้นทางที่เหมาะสมในการเดินทางรวมถึงกรงและพาหนะที่ใช้เดินทางเหล่านี้ ที่อาจจะก่อให้เกิดความเครียดในกระต่ายได้
ทั้งสิ้น รวมถึง โรงพยาบาลหรือคลินิก ต้องมีการเตรียมตัวเพื่อให้มีที่พักผ่อนส�ำหรับกระต่าย ก่อนการวางยาสลบ และปราศจาก กลิ่น
หรือ เสียงดังของสุนัข และสัตว์ผู้ล่าทั้งหลาย ความเครียดในกระต่ายจะส่งผลต่อการหลั่ง catecholamines หรือ corticosteroids
ซึ่งไม่เป็นผลดีในขั้นตอนการวางยาสลบขณะผ่าตัด และมีผลต่อการหายของแผล
Preanesthetic consideration
1. ในกระต่ายทุกตัวก่อนวางยาสลบ การตรวจร่างกายอย่างละเอียดก่อนวางยาสลบเป็นสิ่งที่จ�ำเป็นเพื่อที่จะป้องกันภาวะผิด
ปกติขณะวางยาสลบ
2. ตรวจเช็คสภาวะแห้งน�้ำ และภาวะการขาดอาหารก่อนผ่าตัดหรือไม่ เนื่องจากสัตว์ที่มีขนาดเล็ก จะแสดงภาวะแห้งน�้ำได้
เร็วมาก โดยเฉพาะในสัตว์ที่ไม่ทานอาหารและน�้ำเอง
3. การให้ prokinetics เช่น metoclopamide หรือ ranitidine ก่อนการวางสลบ เพือ่ ลดอาการของ ภาวะ postanesthetic
ileus ซึ่งได้ผลดีในกรณีที่สัตว์มีภาวะเครียดก่อนวางยาสลบ
4. การตรวจเลือดก่อนการวางยาสลบ โดยเฉพาะในสัตว์ที่ป่วยหรืออายุมาก จะช่วยประเมินและพยากรณ์ความเสี่ยง
ในการวางยาสลบได้ เนือ่ งจากสัตว์ทปี่ ว่ ยหรือแก่ ทีอ่ ยูใ่ น ASA 3-5 จะมีอตั ราการตาย อยูท่ ี่ 7.37 % เมือ่ เทียบกับกระต่ายปกติทอี่ ยูใ่ น
ASA 1-2 ที่ 0.73 %
5. การให้ยาลดปวดก่อนการท�ำหัตถการที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด เพื่อลดปริมาณยาสลบที่ต้องใช้ขณะวางยา
6. preanesthetic fasting โดยปกติแล้วในกระต่ายไม่จ�ำเป็นต้องอดอาหารก่อนผ่าตัด เนื่องจากกระต่ายไม่สามารถอาเจียน
ได้จากกายวิภาคของกระเพาะอาการ ซึ่งการอดอาหารกระต่ายเป็นระยะเวลานานมักจะท�ำให้เกิดภาวะ hypoglycemia หรือ ileus
Induction
การเหนีย่ วน�ำการสลบ ในกระต่ายสามารถท�ำได้ 2 กรณี คือ การใช้ยาสลบชนิดฉีด และการใช้แก๊สสลบ ในกระต่ายนัน้ การใช้
แก๊สสลบเพียงอย่างเดียวนั้นก่อให้เกิดอันตรายกับกระต่ายได้ เนื่องจากกระต่ายจะกลั้นหายใจ เมื่อได้กลิ่นของแก๊สสลบ ซึ่งจะก่อให้
เกิดภาวะ Hypoxia ได้ง่าย และกระต่ายบางตัวจะท�ำการดิ้นรนขัดขืนขณะให้ท�ำการดมแก๊สสลบด้วย face mask ซึ่งนอกจากจะ
ท�ำให้เกิดภาวะ hypoxia แล้ว ยังท�ำให้เกิดการหลั่ง catecholamines ซึ่งเพิ่มอัตราการเสียชีวิตในขณะวางยาสลบได้อีกด้วย ซึ่งการ
ป้องกัน กระต่ายเครียดหรือกลั้นหายใจท�ำได้โดยการให้ ยาซึม (Sedation) ก่อนท�ำการวางยาสลบทั้งตัว และการวางยาสลบชนิดฉีด
ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน ซึ่งขึ้นกับจุดประสงค์ และความพร้อม และประสบการณ์ของสัตวแพทย์ ซึ่งการใช้ยาสลบชนิดฉีดที่สามารถใช้
ร่วมกัน ได้เช่น
1. Ketamine + Xylazine
2. Fentayl+ Midazolam
3. Dexmedetomidine + ketamine +/- opioid
ซึ่งการเลือกใช้ยาสลบชนิดฉีดนั้น สามารถเลือกใช้ได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับชนิดของหัตถการ และสภาพของกระต่าย โดย
เฉพาะในกระต่ายที่ป่วยการเลือกใช้ยาสลบชนิดฉีดนั้น ต้องระมัดระวังและเลือกใช้ในขนาดที่ต�่ำก่อน
Intubation การสอดท่อช่วยหายใจในกระต่ายสามารถสอดได้เช่นเดียวกันกับสัตว์ชนิดอื่นๆ แต่จะยากกว่าเนื่องจากช่อง
ปากของกระต่ายมีขนาดที่เล็ก ซึ่งหลักการสอดท่อช่วยหายใจจะมีอยู่ 3 วิธีได้แก่
156
Exotic Pets
VPAT Regional Veterinary Congress 2014
1. Blind intubation โดยวิธีนี้มักจะเป็นวิธีที่นิยมที่สุดเนื่องจากไม่จ�ำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ ในการช่วยสอดท่อ แต่ ก็ต้อง
ใช้ประสบการณ์ในการสอดเช่นกัน
2. Intubation using visualisation with otoscope/laryngoscope วิธีนี้สามารถท�ำให้สามารถมองเห็น glottis ก่อน
การสอดท่อได้ แต่ข้อจ�ำกัดคือ ในกระต่ายที่เล็กกว่า 1 กิโลกรัม จะท�ำวิธีนี้ได้ยาก
3. Endoscopic intubation คล้ายๆ กับวิธีที่ 2 แต่จะสามารถท�ำให้เห็นช่องปากได้ชัดขึ้น และต้องระมัดระวังอุปกรณ์ โดย
ปกติจะแนะน�ำให้ใช้ mouth gag ร่วมด้วยเสมอ
ข้อควรระวังในการสอดท่อช่วยหายใจในกระต่าย คือ ควรท�ำด้วยความนุม่ นวลและระมัดระวัง และควรสังเกตุอาการรวมทัง้
เยือ่ เมือกตลอดเวลาท�ำการสอดท่อช่วยหายใจ และควรระวังเนือ้ เยือ่ บริเวณช่องปากอักเสบ โดยเฉพาะบริเวณ pharynx หรือ larynx ซึง่
การสอดท่อทีม่ คี วามรุนแรงหรือหลายครัง้ เกินไปมีโอกาสท�ำให้เกิด ภาวะ laryngeal edema หรือ laryngeal hemorrhage ได้
การควบคุมระดับความลึกของการวางยาสลบ สามารถใช้ แก๊สสลบ เช่น isoflurane หรือ sevoflurane ได้ในการควบคุม
ระดับความลึกโดยสามารถใช้ face mask หรือการสอดท่อช่วยหายใจร่วมด้วย ซึ่งในกระต่ายที่ต้องวางยาสลบทั้งตัวปัญหาที่พบบ่อย
ขณะที่ผ่าตัดและสลบอยู่ก็คือ ภาวะ apnea ซึ่งปกติในขณะวางยาสลบกระต่ายควรจะหายใจประมาณ 25-50 ครั้งต่อนาที
การจัดท่าขณะวางยาสลบและผ่าตัดควรค�ำนึงถึงสรีรวิทยาของกระต่ายด้วยเนื่องจาก กระต่ายมีช่องอกที่เล็กมาก โดย Tidal
volume ของกระต่ายจะอยู่ที่ประมาณ 5-10 มิลลิลิตรต่อกิโลกรัม และกระต่ายมีช่องท้องขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับช่องอก ดังนั้น
การจัดท่าทางต้องระมัดระวังไม่ให้ช่องอกโดนเบียด
Monitoring
การติดตามเฝ้าระวังขณะวางยาสลบ มีหลายพารามิเตอร์ที่ควรเฝ้าระวัง
1. อัตราการหายใจ และระดับความลึกของการหายใจรวมทั้งความสม�่ำเสมอของการหายใจ เนื่องจากกระต่ายมักจะหยุด
หายใจก่อนที่หัวใจจะหยุดเต้น
2. อัตราการเต้นของหัวใจ ความแรงของชีพจร ซึ่งชีพจรสามารถจับได้จาก auricular artery
3. สีของเยื่อเมือก และ capillary refill time เช่นเดียวกับในสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆ
4. Reflex ซึ่งสามารถตรวจได้ว่าระดับความลึกอยู่ขนาดใด ซึ่ง reflex ที่ใช้บ่อยในกระต่ายได้แก่ jaw tone และ pedal
withdrawal และ corneal reflex
5. อุณหภูมิ ซึง่ ในขณะวางยาสลบกระต่ายจะสูญเสียความร้อนได้เร็ว ดังนัน้ จึงควรท�ำการวัดและประเมิณสภาพสัตว์เป็นระยะๆ
การเลือกใช้อปุ กรณ์ในการเฝ้าติดตามส่วนใหญ่แล้วสามารถใช้ pulse oximetry capnography blood pressure monitoring
และ electrocardiogram เพื่อช่วยในการเฝ้าติดตามสภาวะกระต่ายในขณะวางยาสลบได้
Recovery การฟื้นจากสลบ จากความเสี่ยงการวางยาสลบ ซึ่งขั้นตอนการฟื้นจากสลบก็เป็นขั้นตอนที่มีความเสี่ยงไม่แพ้ขั้นตอนในการ
วางยาสลบ แต่สตั วแพทย์สว่ นใหญ่มกั จะละเลยขัน้ ตอนการฟืน้ จากยาสลบนีไ้ ป ซึง่ 3 ชัว่ โมงแรกจะเป็นช่วงทีม่ อี ตั ราการตายมากทีส่ ดุ
การเฝ้าติดตามจากการฟื้นสลบจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด จนกว่ากระต่ายจะสามารถยกหัว และลุกขึ้นนั่งเองได้ และย้ายกระต่ายไปที่
ดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งที่ที่เหมาะสมในการพักฟื้นควรเป็นที่อบอุ่น และปราศจากสิ่งรบกวน เช่น เสียง หรือ กลิ่นของสัตว์ผู้ล่า และหลัง
จากฟื้นจากสลบอย่างสมบูรณ์แล้ว ควรให้กระต่ายกินอาหารทันที เนื่องจากกในสัตว์กลุ่ม Herbivore ขนาดเล็ก มักเกิดภาวะ
hypoglycemia และ ileus ได้ง่าย ซึ่งมักจะเป็น complication ที่พบได้หลังผ่าตัดเสมอ ถ้าหลังผ่าตัด 4-6 ชั่วโมง กระต่ายไม่ยอม
กินอาหารการให้อาหารกระต่ายป่วย (Critical care of herbivore) อาจจะเป็นสิ่งที่จ�ำเป็นเพื่อป้องกันภาวะดังกล่าว
References
1. Fraser M, Girling S. Restraint, handling, anaesthesia, analgesia and fluid therapy. In: Rabbit Medicine and Surgery
for Veterinary Nurses. Oxford: Blackwell Publishing; 2009:77–102.
2. Harcourt-Brown F. Anaesthesia and analgesia. In: Textbook of Rabbit Medicine. London: Butterworth-Heinemann;
2002:121–139.
3. Hawkins MG, Pascoe PJ. Anaesthesia, analgesia and sedation of small mammals. In: Page 3 of 4 Rabbit Anaesthesia
& Monitoring - Proceedings - Library - VIN 4/15/57 BE 4:22 PM
4. Quesenberry K, Carpenter J, eds. Ferrets, Rabbits and Rodents: Clinical Medicine and Surgery. 3rd ed. Missouri:
Saunders; 2012:429–451.
5. Longley LA. Rabbit anaesthesia. In: Anaesthesia of Exotic Pets. Philadelphia, PA: Saunders Elsevier; 2008:36–58
Exotic Pets
157
VPAT Regional Veterinary Congress 2014
Tips and tricks in common exotic pet surgery (soft tissue surgery)
อ.สพ.ญ.ทักษอร ดวงอุไร
ภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกสัตว์เลี้ยง คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
บทน�ำ
วิธีการท�ำศัลยกรรมเนื้อเยื่ออ่อนในสัตว์เลี้ยงพิเศษอาจแตกต่างในแต่ละชนิดสัตว์เนื่องด้วยกายวิภาคที่ต่างกันหลักการทั่วไป
ของการท�ำศัลยกรรมในสุนขั และแมวใช้เป็นความรูพ้ นื้ ฐานได้ โดยประเภทของศัลยกรรมเนือ้ เยือ่ อ่อนในสัตว์เลีย้ งพิเศษทีม่ กั ท�ำในทาง
คลินิกได้แก่ การผ่าตัดท�ำหมัน การผ่าคลอด การผ่าตัดควักตา การตัดรยางค์ ศัลยกรรมระบบทางเดินอาหาร รวมไปถึงระบบทางเดิน
ปัสสาวะ เป็นต้น
การเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ในการผ่าตัด
แว่นตาก�ำลังขยาย หรืออุปกรณ์ก�ำลังขยาย (Magnification) เป็นประโยชน์ต่องานศัลยกรรมสัตว์ขนาดเล็กและอาจใช้เครื่อง
มือศัลยกรรมดวงตาในการผ่าตัด หากเครื่องมือที่ใช้มีขนาดเหมาะสมจะช่วยลดการชอกช�้ำ การอักเสบของเนื้อเยื่อ และการสูญเสีย
เลือดในขณะผ่าตัดก่อนการท�ำศัลยกรรมควรมีการให้สารน�ำ้ เข้าทางหลอดเลือด หรือเข้าไขกระดูก (intraosseous catheter ทีก่ ระดูก
femur หรือ tibia) อุปกรณ์ radiosurgery หรือ electrosurgery จะช่วยห้ามเลือดได้ดีขึ้น ควรค�ำนึงถึงการเลือกใช้วัสดุเย็บที่เหมาะ
สม โดยเฉพาะกระต่ายจะมีการตอบสนองต่อการมีสงิ่ แปลกปลอมในเนือ้ เยือ่ อย่างมากวัสดุเย็บจ�ำพวก absorbable polymers แบบ
hydrolyticdegradation เช่น Vicryl (Ethicon, UK) มีปฏิกิริยาการอักเสบน้อยกว่า catgut จึงไม่ใช้catgutในการผ่าตัดกระต่าย
ควรระวังว่ากระต่ายและสัตว์ฟันแทะมักใช้ฟันหน้ากัดวัสดุเย็บออก โดยเฉพาะที่อยู่บนผิวหนัง ถ้าการผ่าตัดไม่ท�ำให้เนื้อเยื่ออักเสบ
และเสียหายมากสัตว์เหล่านี้มักไม่แทะแผล การใช้กาวชนิดติดแผลชั้น intradermal (subcuticular) เพื่อให้ผิวหนังติดให้ผลดีกว่า
การเย็บแต่กระต่ายและสัตว์ฟันแทะบางตัวยังสามารถแทะดึงเศษกาวได้ ในการผ่าตัดช่องท้องของกระต่าย หนูแกสบี้ และชินชิล่า
หากท�ำให้เนื้อเยื่อบอบช�้ำจะท�ำให้เกิดการยึดติดของอวัยวะกับช่องท้องได้ในภายหลัง
การเตรียมตัวสัตว์ก่อนการผ่าตัดและการดูแลสัตว์ในระหว่างการผ่าตัด (Intraoperative care)
กรณีที่สัตว์มีภาวะแห้งน�้ำ เสียเลือด ขาดอาหาร หรือโรคติดเชื้อล้วนมีความเสี่ยงในการวางยาสลบและการผ่าตัดจึงควรปรับ
สภาพร่างกายก่อน สัตว์ฟันแทะตัวเล็กๆ มีความจ�ำเป็นต้องให้น�้ำเกลือเข้าใต้ผิวหนัง (4% dextrose, 10 mL/kg) ก่อนการผ่าตัด
นอกจากนีห้ ากสามารถตรวจค่าเลือดต่างๆ ได้ควรท�ำในทุกรายเพือ่ ประเมินสภาพร่างกาย และควรประเมินการกินได้ทงั้ ก่อนและหลัง
ผ่าตัด รวมถึงช่วงพักฟื้นในขณะสลบและท�ำการผ่าตัดนั้นควรวัดอุณหภูมิร่างกายซึ่งอาจลดอย่างรวดเร็วในขณะเปิดผ่าช่องท้อง กรณี
ท�ำการผ่าตัดในท่านอนหงายในสัตว์ที่มีซีกั่มขนาดใหญ่ในช่องท้องควรยกหัวและอกสูงเพื่อไม่ให้อวัยวะภายในกดช่องอก ควรท�ำการ
ผ่าตัดด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ โกนขนด้วยความระมัดระวังเนื่องจากผิวหนังบาง หลีกเลี่ยงการใช้น�้ำยาฆ่าเชื้อที่มีแอลกอฮอล์เป็น
องค์ประกอบเพือ่ ไม่ให้รา่ งกายสัตว์สญ
ู เสียความร้อนกรณีการใช้เดรปพลาสติกชนิดใสจะมีขอ้ ดีกว่าผ้าเนือ่ งจากมีนำ�้ หนักเบากว่า และ
สามารถประเมินการสลบได้ง่ายกว่า
ประเภทในการท�ำศัลยกรรมเนื้อเยื่ออ่อนสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ
การท�ำศัลยกรรมในระบบสืบพันธุ์
Castration เพื่อควบคุมจ�ำนวนประชากร แก้ไขภาวะทองแดง มะเร็งอัณฑะ กรณีเกิดอัณฑะ และถุงอัณฑะฉีกขาด แก้ไข
ปัญหาด้านพฤติกรรม และอัณฑะอักเสบที่รักษาทางยาไม่หาย เป็นต้น ในกระต่าย หนูแกสบี้ และชินชิล่า มี open inguinal ring จึง
ควรระวังภาวะไส้เลือ่ นหลังการผ่าตัด แนะน�ำให้ผา่ ตัดแบบ closed castration ต�ำแหน่งในการกรีดผ่ามีทงั้ แบบ pre-scrotal, scrotal
หรือ transabdominal ข้อแทรกซ้อนภายหลังจากการผ่าตัดทีพ่ บ ได้แก่ scrotal hematomas หากเปิดผ่าบริเวณถุงอัณฑะ นอกจาก
นี้ hematoma อาจเกิดหลังจากที่สัตว์แทะแผลผ่าตัด ไม่จ�ำกัดบริเวณหลังผ่าตัด มัดหลอดเลือดไม่แน่น หรือใช้แรงในการผ่าตัดมาก
ไป เป็นต้น เมื่อเกิด hematoma ควรท�ำการห้ามเลือดและพิจารณาผ่าตัดซ่อมแก้ไข
Ovariohysterectomy มักท�ำในกรณีทตี่ รวจพบมะเร็งมดลูกและรังไข่ ภาวะมดลูกอักเสบ แก้ไขภาวะท้องเทียม แก้ไขปัญหา
พฤติกรรม เป็นต้น ควรระวัง Ovariohysterectomy ในกระต่าย หนูแกสบี้ และแพรี่ด็อกที่มีน�้ำหนักตัวมากเนื่องจาก uterine
vessels หลบอยู่ในชั้นไขมันของ mesometrium
158
Exotic Pets
VPAT Regional Veterinary Congress 2014
การท�ำศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ
Cystotomy การผ่าตัดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะในกระต่าย หนูแกสบี้ และแฮมสเตอร์ โดยมี calcium carbonate เป็น
องค์ประกอบของนิว่ หากตรวจพบตะกอนในกระเพาะปัสสาวะของกระต่ายสามารถเอาออกด้วยการสวนล้างผ่าน urethral catheter
โดยไม่จำ� เป็นต้องผ่าตัด ต�ำแหน่งในการเปิดผ่าช่องท้องท�ำโดยกรีด midline ผ่าน linea alba จากต�ำแหน่ง pubis ถึงบริเวณ umbilicus
ท�ำstay sutures ที่กระเพาะปัสสาวะก่อน จากนั้นกรีดเปิดกระเพาะปัสสาวะน�ำนิ่วออก ล้างด้วยน�้ำเกลือ เย็บปิดกระเพาะปัสสาวะ
ด้วย single-layer inverting suture pattern โดยไม่ให้ปักทะลุชั้นในกระเพาะปัสสาวะ หลังการผ่าตัดควรลดการให้อาหารที่มี
แคลเซียม และเสริมวิตามินซีให้หลังผ่าตัด
การผ่าตัดก้อนฝี
ฝีที่พบในกระต่ายและสัตว์ฟันแทะมักมีผนังหนา และหนองข้น พิจารณาผ่าตัดกรณีที่ใช้การรักษาทางยาเพียงอย่างเดียวไม่
ส�ำเร็จ และต้องการเปิดระบายเพือ่ ให้ทำ� การล้างฝีได้สะดวกขึน้ หากไม่สามารถตัดผนังของฝีออกได้หมดมักจะพบฝีขนึ้ อีกในต�ำแหน่ง
นั้น ในขณะที่ผ่าเลาะฝีควรท�ำการผูกมัดหลอดเลือดที่มาเลี้ยงก้อนฝี ส่วนกรณี pododermatitis รุนแรงอาจพิจารณาตัดขา ฝีที่เกิด
บริเวณหน้าควรวินิจฉัยเรื่องฝีรากฟัน ซึ่งพบบ่อยและการผ่าตัดเพื่อเลาะก้อนฝีออกท�ำได้ยาก โดยเฉพาะรายที่ตรวจพบว่าเกิด
osteomyelitis ควรพิจารณายาทีใ่ ช้เฉพาะทีร่ ว่ มกับยาทีอ่ อกฤทธิใ์ นระบบร่างกายควบคูไ่ ปกับการรักษาด้วยการผ่าตัด โดยขึน้ กับผล
เพาะเชื้อแบคทีเรียและทดสอบความไวยาปฏิชีวนะ ร่วมถึงยาลดปวด
การศัลยกรรมช่องท้อง
Gastrotomy มีข้อบ่งชี้ของการผ่า ได้แก่ trichobezoars (hair balls) การอุดตันจากสิ่งแปลกปลอม และเนื้องอก เป็นต้น
หากรักษาทางยาแล้วพบว่าต�ำแหน่งสิ่งแปลกปลอมนั้นไม่เปลี่ยนที่ใน 3-4 วัน ควรเลือกรักษาด้วยการผ่าตัด และจะให้ผลการรักษาที่
ดีถ้าไม่มีภาวะท้องอืดแทรกซ้อน จัดในท่านอนหงายในขณะผ่า ระวังการกรีดเปิดหน้าท้องถูกซีกั่มและกระเพาะอาหาร ในกรณีที่เกิด
การอุดตันของกระเพาะและล�ำไส้เล็กส่วนต้น ควรตรวจดูว่าไม่มีเนื้อตายช่วงต้นของล�ำไส้ ยกกระเพาะขึ้นเปิดผ่าในส่วนที่ไม่มี
หลอดเลือดระหว่าง greater และ lesser น�ำสิ่งที่อุดตันออก ล้างและตรวจสอบเนื้อเยื่อภายในกระเพาะอาหาร แล้วเย็บปิดด้วย
2-layer inverting suture pattern โดยใช้ 3/0 synthetic monofilament จากนั้นล้างช่องท้องด้วยน�้ำเกลืออุ่นชนิด isotonic
การผ่าตัดเอาดวงตาออก (Enucleation)
กรณีที่ต้องผ่าตัดดวงตาออก ได้แก่ ภาวะที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาทางการให้ยาได้ในกรณี hypopyon glaucoma
uveitis กระจกตาทะลุ เนื้องอกในช่องลูกตา เนื้องอกหลังลูกตา และฝี เป็นต้น ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมักมีหลอดเลือดขนาดใหญ่ใน
เบ้าตา (large orbital venoussinus) ปกคลุมด้วยกล้ามเนื้อและมี harderian gland อยู่หลังลูกตา มักผ่าแบบ transconjunctival
เมื่อเลาะลูกตาขึ้นมาควรหนีบห้ามเลือดบริเวณ optic nerve ซึ่งเป็นต�ำแหน่งที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง หากไม่สามารถผูกหลอดเลือด
ได้ ควรห้ามเลือดด้วย hemostatic foam หรือ sponge กดไว้เมื่อห้ามเลือดได้ หากพบฝีในช่องลูกตาควรเย็บแบบเปิดระบายไว้
ส�ำหรับล้างแผลต่อเนื่อง ท�ำการตรวจสอบว่าน�ำเนื้อเยื่อของต่อมออกไปแล้วจึงเย็บปิดหนังตา
การดูแลหลังศัลยกรรม
ค�ำนึงถึงภาวะปวดหลังผ่าตัดเพื่อให้การผ่าตัดประสบความส�ำเร็จ ควรดูแลการกินได้หลังการผ่าตัดหากกินน�้ำและอาหารลด
ลงอาจบ่งบอกว่าสัตว์มีภาวะปวดอยู่ หากกระต่ายและสัตว์ฟันแทะไม่กินอาหารท�ำให้เกิดท้องอืดแทรกซ้อนตามมา จึงควรพิจารณา
ให้ยากระตุ้นทางเดินอาหาร (metoclopramide และ cisapride) ในสัตว์กลุ่มเลี้ยงลูกด้วยนมควรตรวจแผลหรือตัดไหมที่ผิวหนังใน
7-10 วันหลังจากผ่าตัด
เอกสารอ้างอิง
Harcourt-Brown, F. 2002. Textbook of rabbit medicine. Oxford, Butterworth-Heinemann
Quesenberry, K.E. and Carpenter J.W. (Eds.) 2004. Ferrets, rabbits and rodents: clinical medicine and surgery.
Missouri, Saunders.
Sharon, R.2002. Soft Tissue Surgery of Rabbits and Rodents .Seminars in Avian and Exotic Pet Medicine, vol 11,No
4 (October): pp 231-245
Vittorio, C.2011. Common Surgical Procedures in Pet Rodents Journal of Exotic Pet Medicine, vol 20, No 4
(October): pp 294–307
Exotic Pets
159
VPAT Regional Veterinary Congress 2014
กระดูกระยางค์หักในนกและกระต่าย
น.สพ.สิรันดร์ ถึกอ�่ำ
กระดูกหักในนกเป็นปัญหาส�ำคัญที่พบบ่อย เนื่องจากกระดูกมีความเปราะบาง เพราะต้องลดน�้ำหนักตัวและกล้ามเนื้อที่
ห่อหุ้มกระดูกก็น้อย จึงท�ำให้เสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักแบบเปิด (open fracture) จากข้อมูลสัตว์ป่วยของแผนกสัตว์เลีย้ งชนิดพิเศษ
โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่าในนกเลี้ยงมีอุบัติการณ์การหักของกระดูกขามากกว่าในส่วนของปีก สาเหตุส่วน
ใหญ่เกิดจากการพลัดตกจากคอนเกาะ ในทางตรงกันข้าม นกธรรมชาติมีอุบัติการณ์การหักของปีกมากกว่าขา และมักเป็นการหัก
แบบเปิด สาเหตุมักเกิดจากการได้รับอุบัติเหตุที่รุนแรง เช่น ถูกยิง รถชน ชนกระจก อาการที่พบได้แก่ ปีกตก เจ็บขาไม่ลงน�้ำหนัก
เมื่อรับนกที่ได้รับบาดเจ็บมาแล้วให้ท�ำการตรวจร่างกายอย่างครอบคลุม ในรายที่มีภาวะฉุกเฉิน เช่น เลือดออก บาดแผลทะลุช่องตัว
ทางเดินหายใจ ภาวะดังกล่าวควรได้รับการแก้ไขก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อนกปลอดภัยดีแล้ว จึงท�ำการตรวจความเสียหายที่เกิดกับ
กระดูกและข้อ เริม่ ด้วยการคล�ำตรวจด้วยความระมัดระวัง ควรมีการบังคับสัตว์ทถี่ กู ต้องเหมาะสม เช่น การห่อด้วยผ้า หรือให้ยาระงับ
ความรูส้ กึ เพือ่ ลดการบาดเจ็บเพิม่ เติม ระบุตำ� แหน่งทีม่ ปี ญ
ั หา และท�ำการเอ็กซ์เรย์ เพือ่ วินจิ ฉัยลักษณะของรอยหัก และวางแผนการ
รักษา การใส่เฝือกก็เป็นวิธกี ารหนึง่ ทีส่ ามารถพิจารณาท�ำได้ ในกรณีทเี่ ป็นรอยหักแบบไม่สมบูรณ์ incompleate fracture และยังใช้
การพันเฝือกในการประคองการบาดเจ็บ ส่วนในรายที่รอยหักซับซ้อน กระดูกอยู่ผิดแนว การผ่าตัดใส่วัสดุยึดตรึงกระดูกเป็นวิธีที่ดี
ท�ำให้กระดูกตรงแนว และยังสามารถทีจ่ ะรับน�ำ้ หนักตัวสัตว์ได้ ซึง่ เป็นผลดีทตี่ อ้ งการเชือ่ มตัวของกระดูก และยังรักษาการท�ำงานของ
กล้ามเนื้ออีกด้วย
่อกระดูกในนก
ภาพแสดงต�ำแหน่งและชื
การใส่เฝือกในนก
ควรท�ำภายใต้ภาวะสลบจะท�ำให้ควบคุมสัตว์ได้ง่าย พันเฝือกได้สะดวกและถูกต้อง การพันประกอบด้วยวัสดุแต่ละชั้น ได้แก่
ส�ำลี ก็อซ แผ่นดาม เทปกาวหรือผ้าย่นห่อเฝือก ในกรณีนกขนาดเล็ก (น�้ำหนักตัวน้อยกว่า 130 กรัม) สามารถใช้เทคนิคการเฝือกด้วย
เทปกาวประกบ (Tape splint) ได้ การพันต้องรักษาแนวของกระดูกและข้อต่อให้ถูกต้องตามสรีระ เพื่อลดป้องกันการหดเกร็งของ
กล้ามเนื้อและกระดูกผิดรูป การพันปีกจะใช้การพันแบบเลข 8 (Figure 8) ส่วนการพันขาใช้การพันแบบ Robert-Jones รวมจนถึง
พิจารณาใส่ปลอกคอกันจิก ในรายที่นกจิกแทะเฝือกโดยเฉพาะกลุ่มนกแก้ว
การผ่าตัดใส่วัสดุยึดตรึงกระดูก
วัสดุยึดตรึงกระดูกมีหลายวิธี ขึ้นกับลักษณะของการหัก รอยหักแบบต่อสนิท (simple
fracture) สามารถใช้การยึดตรึงด้วยแกนเหล็กสอดโพรงกระดูก (IM Pin) ได้ โดยใช้แกนเหล็กขนาด
ไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของโพรงกระดูก แต่ในรายที่รอยหักมีชิ้นแตกย่อย การเสริมโครงเหล็ก
ภายนอก (external skeletal fixation) เชื่อมต่อกับการใส่แกนเหล็ก ในลักษณะที่เรียกว่า Tie-in
เพื่อต้านแรงเฉือน (shear) และแรงบิดหมุน (rotation) จะช่วยให้รอยหักแข็งแรงขึ้น มีความแตก
ต่างบางประการของกระดูกนกเมือ่ เทียบกับสุนขั หรือแมว กระดูกนกมีความบางและเปราะ การยึด
ด้วยแผนดามกระดูกและหมุดยึด (plate and screw) ท�ำให้กระดูกแตกหักเพิม่ ได้ กระดูกระยางค์มี
กล้ามเนื้อห่อหุ้มน้อย บางต�ำแหน่งอยู่ชิดกับผิวหนัง เมื่อเกิดการหัก เส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงกระดูก
160
Exotic Pets
VPAT Regional Veterinary Congress 2014
มักเสียหาย และมีผลต่อการเชื่อมตัวของกระดูก การปลูกถ่ายกระดูกในนก (ฺbone graft) ไม่มีนัยยะ เนื่องจากแหล่งเก็บกระดูกมี
น้อยมาก อย่างไรก็ตามการท�ำให้กระดูกทีี่หักกลับมาใช้งานได้เร็ว จะมีผลดีต่อการหายของกระดูกและรักษาระดับการท�ำงานของ
กล้ามเนื้อด้วย
กระต่ายเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษชนิดหนึ่งที่นิยมเลี้ยงกันมาก ปัญหากระดูกหักพบได้เช่นเดียวกับในสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆ หาก
แต่สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดในที่พักอาศัย เช่น จากการพลัดตกจากการอุ้มที่ไม่ถูกวิธี การถูกประตูหนีบหรือถูกเจ้าของเหยียบ และ
การกระชากตัวจากขาที่ติดซี่กรง ด้วยการที่กระต่ายถ่ายน�้ำหนักลงที่ขาหลัง ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ จึงพบว่าอุบัติการการหักของขาหลังมี
มากกว่าขาหน้า และมีโอกาสเกิดการหักแบบเปิด (open fracture) กายวิภาคของกระดูกและกล้ามเนื้อเทียบได้กับสุนัขและแมว
หากแต่รูปแบบสรีระการเคลือ่ นไหวแตกต่างกันกล่าวคือ กระต่ายเคลือ่ นไหวด้วยการกระโดดด้วย 2 ขาหลัง การใช้ขาปกติจะมีทงั้ ยึด
และงอขาตลอดเวลา เมือ่ กระดูกหัก การรักษาจ�ำเป็นต้องค�ำนึงถึงการใช้ขาปกติ และการกลับมาใช้ขาได้เร็วมีผลดีตอ่ การหายของกระดูก
อีกด้วย
การใส่เฝือกในกระต่าย
การใส่เฝือกเป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ในการรักษากระดูกหัก ส�ำหรับกระต่ายนั้นการใส่เฝือกท�ำได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขาหลัง
เนื่องจากกระต่ายมีการยึดและงอขาในการกระโดดการใส่เฝือกอาจท�ำให้ขาบิดผิดรูปและเสี่ยงต่อการแทงทะลุของกระดูก อย่างไรก็
ดีพบว่าการใส่เฝือกในรายกระดูก radius-ulnar หักได้ผลการรักษาที่ดี เนื่องจากการวางขาหน้าในกระต่ายเป็นแนวตรงท�ำให้ง่ายต่อ
การใส่เฝือก โดยที่ไม่มีผลต่อรูปขา
การผ่าตัดใส่วัสดุยึดตรึงกระดูก
การใส่แกนเหล็กดามกระดูกได้ผลดีกับรอยหักธรรมดา (simple fracture) โดยเลือกใช้ขนาดของแกนเหล็ก 70 เปอร์เซ็นต์
ของโพรงกระดูก แต่ในรายที่กระดูกหักแบบซับซ้อน จ�ำเป็นต้องใช้วิธีการยึดตรึงที่แข็งแรง (rigid fixation) การใส่แผ่นดามกระดูก
และหมุดยึด (plate and screw) มีข้อจ�ำกัดของแผ่นดามที่จ�ำหน่ายทั่วไปนั้นมีขนาดใหญ่กว่ากระดูกของกระต่าย แผ่นดามกระดูกที่
มีขนาดเล็กความแข็งแรงก็จะน้อย ราคาค่าวัสดุทสี่ งู ท�ำให้สตั ว์ปว่ ยเข้าถึงการรักษาได้ยาก การยึดตรึงด้วยโครงเหล็กภายนอก (External
skeletal fixation) เป็นวิธที ใี่ ห้ความมัน่ คงและให้ผลดี และมีคา่ ใช้จา่ ยทีถ่ กู กว่า ความแข็งแรงของโครงเหล็กภายนอกขึน้ อยูก่ บั ประเภท
(Type) ของโครงสร้าง การวางต�ำแหน่งของโครงเหล็กต้องค�ำนึงถึงการรับแรงทิศทางต่างๆ และสรีระการเคลื่อนไหวของตัวสัตว์ด้วย
ปัญหาการหลุดของข้อต่อ (laxation) พบได้บ่อยใน ข้อศอก (elbow) และข้อสะโพก (hip) การรักษาด้วยการดันกลับแบบ
ไม่เปิดผ่า (close reduction) มีความยากในการพันขา จากสรีระการเคลื่อนไหว ในกระต่ายที่ข้อศอกหลุด หลังจากการดึงกลับเข้า
ทีแ่ ล้ว จะพันขาในท่างอขา (flexion) ซึง่ แตกต่างจากสุนขั และแมว ซึง่ จะพันในท่าขาเหยียด เนือ่ งจากกระต่ายมีกระดูกส่วน anconeal
process ที่ไม่สมบูรณ์ การดันข้อศอกกลับแบบเปิดผ่า (open reduction) ร่วมกับการแทงแกนเหล็กผ่านข้อ (transarticular pin)
หรือการซ่อมเสริมเส้นเอ็นที่ขาดด้วยวัสดุเย็บแบบไม่ดูดซึม (non-absorbable suture) จะช่วยยึดตรึงการหลุดซ�้ำได้ดี ในกรณีข้อ
สะโพกหลุด การดึงกลับแบบไม่เปิดผ่าท�ำได้ง่าย แต่การพันขาหลังจากการดึงท�ำได้ยาก การผ่าตัดด้วยการตัดหัวกระดูก (femeral
head and neck excision) สามารถท�ำได้เช่นเดียวกับในสุนัขและแมว แต่พบว่าการรักษาแบบอนุรักษ์นิยม (conservative
treatment) ให้ผลที่ดีเช่นกันใน 2 สัปดาห์
เอกสารอ้างอิง
Redig PT: Master class: Anatomical and surgical considerations of the avian thoracic limb. Proc Assoc Avian Vet,
2000, pp429-438.
Redig PT: Orthopedic fixation for long bone fractures of raptors and other large birds: Pelvic limb. Proc Assoc
Avian Vet, 2002, pp323-335
Orosz SE: Clinical considerations of the thoracic limb.Vet Clin Nor Am Exot An Pract 5(1):31-48, 2002.
Helmer P, Redig PT. Surgical resolution of orthopedic disorders. In: GJ Harrison, TL Lightfoot (eds). Clinical Avian
Medicine. Palm Beach, FL: Spix Publishing; 2006:761-773.
Rich GA, Rabbit orthopedic surgery: Vet Clin North Am Exot Anim Pract, 2002; 5:1, 157-168.
Kapatkin A, Orthopaedics in small mammals. In: Quesenberry KE, Carpenter JW: Ferrets, Rabbits and Rodents.
Clinical Medicine and Surgery, 2nd ed. Elsevier, 2004; 383-391.
Exotic Pets
161